ร้านยาธนากรเภสัชอาหารเสริมชั้นนำวีต้าหมิง
Blackmores Odourless Fish Oil 1000 mg (400 เม็ด)ราคาส่ง
SOLD OUT
Blackmores Odourless Fish Oil 1000 mg (400 เม็ด) ฟิชออย
เหลือ 99 ชิ้น
ซื้อเลย
หยิบลงตะกร้า
  • หมวดหมู่ : Blackmores Evening Primrose Oil / fish oil
  • รหัสสินค้า : 000175

รายละเอียดสินค้า Blackmores Odourless Fish Oil 1000 mg (400 เม็ด)ราคาส่ง

Blackmores Odourless Fish Oil 1000 mg (400 เม็ด)

น้ำมันปลาตัวนี้เป็นแบบไม่มีกลิ่นคาวทานง่าย เหมาะกับทุกวัย


-เด็กรับประทานได้ดี
-โอเมก้า 3 จากธรรมชาติ 
-สนับสนุนสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด 
-สนับสนุนตาและการทำงานของสมอง 
-ไม่มีรสหรือกลิ่นคาว สกัดด้วยกรรมวิธีพิเศษ 
-ไม่มีสารปรอท

ผู้ใหญ่ - วันละ 2 แคปซูล พร้อมอาหาร 
ผู้ใหญ่ที่เป็นโรคไขข้อ วันละ 4 แคปซูล 3 เวลา พร้อมอาหาร 
เด็ก 6-12 ปี วันละ 1-2 แคปซูล (จะบีบผสมน้ำผลไม้ก็ได้) 
เด็ก 2-6 ปี วันละ 1-2 แคปซูล (จะบีบผสมน้ำผลไม้ก็ได้)

เลขทะเบียนอนุญาต อย. ของ Australian Government (AUST L 148326)

 

*** ราคาโปรโมชันพิเศษ มี ***

Blackmores Fish Oil 400 เม็ด

1 ขวด 1400 บาท จัดส่งฟรี EMS ทั่วประเทศ
2 ขวดๆละ 1350 บาท จัดส่งฟรี EMS ทั่วประเทศ

 

สนใจโทรสอบถาม

089-4874773 / 083-2365945

 

 

Product Description

ลักษณะเม็ดยา: เจลใสทำจากเจลาติน สีเหลืองทอง
ขนาดรับประทาน รับประทานครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 1-3 ครั้ง เป็นประจำทุกวัน

ผลิตโดย แบลคมอร์ส ลิมิเต็ด ออสเตรเลีย

ส่วนประกอบ : ใน 1 แคปซูลประกอบด้วย
- น้ำมันปลา 1000 มก. ให้ โอเมก้า 3 ปริมาณ 300 มก.
- Eicosapentaenoic acid (EPA) 180 mg
- Docosahexaenoic acid (DHA) 120 mg

ประโยชน์ต่อร่างกาย
1. ช่วยลดไขมันในเลือด (ไตรกลีเซอไรด์)
2. ช่วยควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ
3. ช่วยเสริมความแข็งแรงของระบบหลอดเลือดหัวใจ
5. ลดการอักเสบของข้ออันเนื่องมาจากโรคข้ออักเสบ
4. ช่วยบำรุงสมองและสายตา

น้ำมันปลาเป็นแหล่งที่ให้โอเมก้า-3 จากธรรมชาติประกอบด้วยกรดไขมันจำเป็น อีพีเอ (EPA) และดีเอชเอ (DHA) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของเยื่อหุ้มเซลล์ ทำหน้าที่ควบคุมการผ่านเข้าออกของสารระหว่างเซลล์ในร่างกาย โอเมก้า-3 ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของสารที่ร่างกายสร้างขึ้นเรียกว่า
พลอสตาแกลนดิน ช่วยลดการอักเสบของหลอดเลือด ลดระดับไขมันในเลือด ควบคุมความดันโลหิต ทำให้การไหลเวียนโลหิตเป็นปกติ ช่วยลดการอักเสบของข้อต่อ นอกจากนั้นยังช่วยบำรุงสมองและสายตาได้อีกด้วย

แบลคมอร์ส โอเดอร์เลส ฟิช ออยล์ เหมาะสำหรับ

  • ผู้ที่ต้องการบำรุงร่างกาย บำรุงสมองและหลอดเลือดหัวใจ

  • ผู้ที่มีไขมันในเลือดชนิดไตรกลีเซอไรด์สูง

  • ผู้ที่อาการอักเสบของข้อ

  • ผู้ที่ต้องการรับประทานน้ำมันปลาเสริม แต่ไม่ชอบกลิ่นคาวปลา

  • ผู้ที่ไม่ค่อยได้ทานปลาเป็นประจำ

จุดเด่นผลิตภัณฑ์
- ไร้กลิ่นคาวปลา (No fishy aftertaste)
- ขจัดกลิ่นคาวปลาด้วยกลิ่นจากธรรมชาติ (กลิ่นวานิลลาผสมมะนาว) ไม่ใช้สารเคมี
- กลิ่นหอมน่ารับประทาน
- ผ่านการตรวจสอบปริมาณสารปรอทและตะกั่ว มั่นใจในคุณภาพ

ประวัติแบลคมอร์ส
แบลคมอร์ส เป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากออสเตรเลียที่มุ่งยกระดับชีวิตของผู้คนด้วยคุณค่าจากธรรมชาติด้วยปณิธานอันมุ่งมั่นที่จะเป็นทางเลือกแรกในการดูแลสุขภาพของทุกคน เราสามารถบรรลุเป้าประสงค์นี้ได้โดยการนำประเพณีและความรู้ที่สั่งสมมายาวนานของเรามาสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพที่ล้ำสมัย เปี่ยมด้วยคุณภาพและก่อเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ผลิตภัณฑ์ของเราตลอดจนการบริการให้คำปรึกษาและแนะนำเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของเราเป็นหนึ่งในหลายเหตุผลที่ทำให้ แบลคมอร์ส กลายเป็นแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุดในแวดวงการดูแลสุขภาพด้วยวิถีธรรมชาติ

แบลคมอร์ส เริ่มก่อตั้งที่มลรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลียในช่วงทศวรรษที่ 30 ด้วยวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของมอริส แบลคมอร์ นักธรรมชาติบำบัดยุคบุกเบิกของออสเตรเลีย ตลอดระยะเวลากว่า 70 ปีที่ผ่านมา แบลคมอร์สใช้ทั้งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และความรู้ที่มีมาแต่เดิมประกอบกันเพื่อวางแนวทางการพัฒนายกระดับเพื่อสุขภาพด้วยวิถีธรรมชาติให้แก่ผู้คนทั่วโลก แบลคมอร์สต้องการให้ทุกผลิตภัณฑ์และทุกบริการก่อเกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นและช่วยส่งเสริมความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม หลายแนวคิดที่สังคมในอดีตยุคซึ่งมอริส แบลคมอร์ผู้ก่อตั้งบริษัทยังดูแลกิจการอยู่ถูกมองว่าเป็นเรื่องแปลกนั้นปัจจุบันนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของพวกเราทุกคนไปแล้ว

การศึกษาเพื่อสุขภาพ แบลคมอร์ส ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพเท่านั้น แต่ยังมุ่งส่งเสริมสุขภาพที่ดีโดยการสนับสนุนให้ทุกคนเลือกที่จะใช้ชีวิตโดยถนอมสุขภาพของตนเอง ด้วยการทานอาหารที่เหมาะสม ออกกำลังกายและการมีทัศนคติที่เป็นบวก นั่นคือการมองโลกในแง่ดีนั่นเอง

Omega 3 หรือ น้ำมันปลา คืออะไร
น้ำมันปลา อุดมไปด้วยไขมันที่เป็นประโยชน์ที่ชื่อว่า Omega 3 โดยมีกรดที่สำคัญอยู่ 2 ชนิด คือ EPA (Eicosapentaenoic = กรดไอโคซาเพนตาอีโนอิก) และ DHA (Docosahexaenoic acid = กรดโดโคซาเฮ็กซาอีโนอิก) เป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย เพราะร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น

แหล่งน้ำมันปลาในธรรมชาติที่ดีที่สุด คือ ปลาทะเล, หอยนางรมแปซิฟิก และปลาหมึก ปลาทะเล เช่น แซลมอน ทูน่า ซาบะ ซาร์ดีน เฮอร์ริ่ง แองโชวี่ ไวท์ฟิช บลูฟิช ชอคฟิช ปลาเทร้า แมคเคอเรล เป็นต้น

โอเมก้า 3 1000 มิลลิกรัม มี EPA 180 มิลลิกรัมใช้ลดคอเลสเตอร์รอลและไตรกลีเซอร์ไรด์ได้ดี และเพิ่ม HDL ในเลือดด้วย ส่วน DHA มี 120 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นส่วนประกอบของเซลล์ ส่วนสมอง บำรุงสมอง นอกจากนั้น EPA นำไปสร้าง Prostaglandins-3 ซึ่งทำให้เกล็ดเลือดไม่เกาะกัน และนำไปสร้าง Tromboxan-3 ซึ่งมีผลต่อการเกาะกันของเกล็ดเลือดน้อยมาก ผลรวมจึงทำให้เกล็ดเลือดไม่แข็งตัวง่าย จึงช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี

การกินน้ำมันปลาเพื่อหวังผลในการบำบัดจริงๆนั้น ให้ดูที่ปริมาณของ EPA และ DHA ที่ต้องได้รับต่อ 1 วัน ซึ่งสารออกฤทธิ์ทั้ง 2 ร่างกายสร้างเองไม่ได้และในอาหารปกติก็มีน้อย ดังนั้นควรต้องพึ่งการกินน้ำมันปลาแบบเม็ด ในเชิงวิชาการถ้าจะกินน้ำมันปลาให้หวังผลลดไขมัน บำรุงสมอง ต้องกินให้ได้สาร EPA วันละ 720 มิลลิกรัม และ DHA วันละ 480 มิลลิกรัม ภายใต้การมีโภชนาการที่ดีเป็นพื้นฐานสำคัญก่อนเสมอ ดังนั้นควรกินเฉลี่ยๆหลังอาหารทั้ง 3 มื้อให้กินมื้อละเท่าๆกัน

ประโยชน์ของน้ำมันปลา
1. ช่วยลดไขมัน Triglyceride (TG) ในเลือด มีการทดลองที่ชัดเจนแล้วว่า การกิน Omega-3 ในขนาด 2 กรัม/วัน จะส่งผลช่วยผลลด TG ได้ และจะยิ่งส่งผลดีมากขึ้นเมื่อได้รับในขนาดมากขึ้น เช่น การได้รับในขนาด 4 กรัม/วัน จะส่งผลช่วยลด TG ได้ถึง 25-40%

2. ลดการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน/heart attack ในคนที่เคยมีประวัติมาก่อน พบว่า ในผู้ป่วยที่มีประวัติเคยมีอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน การกินปลาในขนาด 200-400 กรัม/สัปดาห์ (( เทียบเท่ากับได้รับ Omega-3 500-800 มก./สัปดาห์ )) ช่วยลดการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน และลดอัตราการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นได้แต่ทั้งนี้คนไข้ต้องใช้ยารักษาโรคหัวใจควบคู่ไปด้วยถึงจะได้ผล (( น้ำมันปลา จะช่วยเสริมประสิทธิภาพของการรักษาให้ดียิ่งขึ้น )) **นอกจากนี้ทางสมาคมโรคหัวใจของ USAได้แนะนำให้คนที่เป็นโรคหัวใจ ควรจะได้รับ EPA + DHA วันละ 1 กรัม ไม่ว่าจะมาจากการกินปลาหรือจะมาจากอาหารเสริมก็ตาม

3. อาการความดันโลหิตสูง การกิน Omega-3 ช่วยลดความดันได้ถึง 2-5 ม.ม. ปรอท และอาจลดได้มากกว่านี้ในกรณีที่ความดันสูงมากๆ แต่ทั้งนี้ การกิน Omega-3 อาจต้องกินในขนาดสูง คือ 3 กรัม/วัน ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้สูงเช่นกัน การควบคุมความดันด้วยวิธีอื่นๆ สามารถเห็นผลได้ดีกว่ามาก เช่น การจำกัดเกลือ, การลดน้ำหนัก, การออกกำลังกายหรือการใช้ยา

4. การป้องกันโรคหัวใจ ในกรณีที่ไม่เคยมีประวัติมาก่อน มีบางรายงานว่า ในคนที่กินปลาเป็นประจำ จะมีอัตราการเกิดโรคหัวใจน้อยกว่าคนที่ไม่ได้กิน แต่บางรายงานก็ขัดแย้งกันจึงยังไม่สามารถมีบทสรุปได้ว่า การป้องกันการเกิดโรคหัวใจนี้ จะป้องกันได้เฉพาะในกลุ่มคนที่มีแนวโน้ม/ความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจหรือ ไม่

5. ข้ออักเสบ Rheumatoid การใช้น้ำมันปลาจะช่วยเสริมฤทธิ์แก้ปวด เมื่อใช้ควบคู่กับยาแก้ปวดได้ โดยน้ำมันปลาจะช่วยลดสารสื่อที่เกี่ยวข้องกับความเจ็บปวดได้

DHA คืออะไร
ดีเอชเอ ( DHA หรือ Docosahexaenoic acid ) คือ กรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวซึ่งจำเป็นต่อร่างกาย ( กรดไขมัน คือ หน่วยย่อยที่สุดของไขมัน ) เป็นกรดไขมันที่มีสายยาวตระกูลโอเมก้า

จากการศึกษาทางการแพทย์พบว่า ดีเอชเอ เป็นโครงสร้างพื้นฐานของเซลล์สมอง และประสาทตา จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเด็ก โดยเฉพาะในช่วงตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนถึง 2 ปี ทั้งนี้เนื่องจากสมองของเด็กมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยจะพัฒนาได้มากกว่า 80% ของน้ำหนักสมองผู้ใหญ่ ภายในอายุ 3 ขวบปี ดังนั้นเด็กๆในวัยนี้จึงต้องการดีเอชเอ ในปริมาณมากและจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับอย่างเพียงพอ เพื่อใช้ในการพัฒนาสมอง และสายตาอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ในสมองและประสาทตาของคนเราประกอบด้วยเซลล์ไขมันหลายชนิด แต่ชนิดที่มีมากที่สุดถึง 40 % ของกรดไขมันในสมองและ 60 % ของกรดไขมันในประสาทตา ก็คือ ดีเอชเอ

DHA เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนที่สำคัญต่อระบบประสาทโดยตรงโดยพบว่าในสมองของมนุษยมีปริมาณ DHA สูงถึง 40% และในดวงตามี DHA 60%

ตัวอย่างปริมาณของดีเอ ชเอที่มีในอาหารต่อไปนี้ (กรัม/100 กรัมของกรดไขมันทั้งหมด) เช่น เนื้อไก่ 1 กรัม, ปลาคอด 33 กรัม, ปลาแฮดดอก 24 กรัม, ปลาเฮอริง 6 กรัม, ปลาอินทรีย์, ปลาทู อย่างละ 13 กรัม, ปู 10 กรัม, กุ้ง 15 กรัม, หอยแมลงภู่, หอยกาบ, หอยกระพง, หอยนางรม อย่างละ 4 กรัม, หอยแครง 15 กรัม

เราพบว่า ดีเอชเอ ตามธรรมชาตินั้น มีปริมาณต่ำในอาหารทั่วไป แต่จะมีมากในอาหารทะเล เช่น ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาเทราต์ และสาหร่ายทะเลบางชนิด ในระหว่างที่อยู่ในครรภ์มารดานั้น เด็กทารกจะได้รับ ดีเอชเอ จนถึงหลังคลอด และยังได้รับ ดีเอชเอ ต่อเนื่องไปผ่านทางน้ำนมมารดา ส่วนปริมาณของดีเอชเอที่เด็กได้รับจากน้ำนมของมารดาจะมีมากหรือน้อยนั้นขึ้น อยู่กับอาหารที่มารดาบริโภค โดยเฉพาะเด็ก 1 ขวบปีขึ้นไป ควรบริโภคปลาทะเลอย่างเพียงพอ เพื่อให้ได้รับดีเอชเอ ไปใช้ในการพัฒนาสมอง นอกจากนี้ ถ้ามารดามีปัญหาในการให้นมบุตร ก็สามารถใช้ ดีเอชเอในรูปของน้ำมันสกัดจากผลิตภัณฑ์ทางทะเลที่ผสมในนมผงทดแทนได้อีกด้วย

EPA คืออะไร
อีพีเอ (Eicosapentaenoic Acid หรือ กรดไอโคซาเพนทาอีโนอิก) เป็นกรดไขมันที่มีคุณสมบัติลดการสร้างลิโปโปรตีนในตับและลดปริมาณของคอเลสเตอรอลในกระแสโลหิต จึงป้องกันการเกิดโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ ซึ่งคุณสมบัติข้อนี้ไม่สามารถหาได้จากไขมันในเนื้อสัตว์ชนิดอื่น ผลของการศึกษาพบว่าปลาต่างๆ ทั้งปลาทะเลและปลาน้ำจืดมีองค์ประกอบของอีพีเอสูง คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของไขมัน 0.15-10 เมื่อเปรียบเทียบการวิเคราะห์หาปริมาณของอีพีเอในอาหารหมู่เดียวกัน ไม่พบว่ามีในไข่ไก่ทั้งฟอง และไข่แดง แต่ในไข่ขาวพบ 0.96% และไม่พบในน้ำนมวัวและถั่วเหลือง

จากสถิติขององค์การอาหารและเกษตรของสหประชาชาติ (United Nations I God and Agriculture Organization) นอกจากนี้ มูลนิธิโรคหัวใจแห่งอังกฤษ (The British Heart Foundation) รายงานว่าชาวญี่ปุ่นบริโภคปลามากที่สุดในโลกประเทศหนึ่งสูงถึง 73 ก.ก./คน/ปี มีอัตราการตายด้วยโรคหัวใจเพียง 100 คน ในประชากร100,000 คน เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เช่น ชาวอังกฤษบริโภคปลาประมาณ 18 ก.ก./คน/ปี พลเมืองตายด้วยโรคหัวใจสูงถึง 500 คนในประชากร 100,000 คน

วิธีรับประทาน
ผู้ใหญ่ – รับประทานได้ตั้งแต่ครั้งละ 1 แคปซูลต่อวัน หรือ ครั้งละ 1 แคปซูล สามเวลา พร้อมกับมื้ออาหาร หรือตามที่แพทย์แนะนำ
เด็กอายุมากกว่า 12 ปี รับประทานได้ตั้งแต่ครั้งละ 1 แคปซูลต่อวันหรือ ครั้งละ 1 แคปซูล สองครั้ง พร้อมกับมื้ออาหาร หรือตามที่แพทย์แนะนำ
เด็กอายุตั้งแต่ 6-12 ปี รับประทานได้ตั้งแต่ครั้งละ 1 แคปซูลต่อวันหรือ ครั้งละ 1 แคปซูล สองครั้ง พร้อมกับมื้ออาหารหรือตามที่แพทย์แนะนำ (ไม่สามารถโฆษณาทางโทรทัศน์ได้)
เด็กอายุตั้งแต่ 2-6 ปี รับประทานได้ครั้งละ 1 แคปซูลต่อวัน ผสมลงในอาหาร (ไม่สามารถโฆษณาทางโทรทัศน์ได้)

ข้อบ่งใช้
ไม่ควรให้เด็กที่อายุต่ำกว่า 12 ปี สตรีมีครรภ์ และผู้ที่แพ้อาหารทะเล รับประทาน
ไม่ควรรับประทานเกินวันละ 10 แคปซูล การรับประทานน้ำมันปลามากเกินไป อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงในการเลือดหยุดยาก และควรหยุดรับประทานก่อนเข้ารับการผ่าตัดหนึ่งสัปดาห์

** วันที่ผลิตและหมดอายุ ระบุที่ข้างขวด
** ในขวดมีซองวัตถุกันชื้น

อาการข้างเคียง
- การเกิดเลือดออก: น้ำมันปลา สามารถลดการเกาะตัวของเกร็ดเลือด ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้ที่เป็นโรคหัวใจ ทำให้หากเกิดบาดแผล ก็จะหายได้ยากขึ้น และเกิดเลือดออกได้มากขึ้น การได้รับ Omega3 มากเกิน 3 กรัมต่อวัน จะมีความเสี่ยงให้เกิดหลอดเลือดสมองแตกได้ และการทานในขนาดที่มากขึ้น อาจทำให้เกิดเลือดกำเดาหรือมีเลือดออกปนกับปัสสาวะได้
- ความดันโลหิตลดลง: อย่างที่กล่าวไปในข้างต้น การใช้ควรระวังในคนที่มีภาวะความดันต่ำอยู่แล้ว หรือในคนที่กินยาลดความดัน อาจทำให้เกิดภาวะความดันต่ำได้
- การได้รับสารพิษที่ตกค้างในปลา: ในปัจจุบัน พบว่ามีสารพิษตกค้างในปลาบางชนิด ซึ่งในกรณีที่เด็กที่ยังมีการพัฒนาระบบกำจัดของเสียไม่ดี อาจส่งผลให้เกิดพิษต่อเด็กได้มาก และหากหญิงตั้งครรภ์ได้รับสารพิษเหล่านี้ ก็จะส่งผลเสียต่อทารกโดยตรง
- การลด cholesterol ในเลือด: น้ำมันปลา สำหรับเรื่อง cholesterol พบว่า ช่วยเพิ่มไขมันดี (HDL) ได้ 1-3% แต่กลับเพิ่มไขมันเลว (LDL) ถึง 5-10 %